Tag Archive | "Simon & Schuster"

ผู้หญิงอ่านหนังสือต่างประเทศ

Tags: , , , , , , ,

หากสำนักพิมพ์ร่วมกับ Apple ขึ้นราคา e-book แล้วจะเป็นอย่างไร?

Posted on 20 March 2012 by admin

บทความชิ้นนี้อ้างอิงจากงานเขียนของ Matthew Yglesias

 

สิ่งที่พอจะแทรกข่าวการเปิดตัวของ iPad 3 เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้นคือข่าวที่ Apple กับสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกาจำนวน  5 แห่ง ถูกตั้งข้อสังเกตโดยกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการสมรู้ร่วมคิดกันในการขึ้นราคาหนังสือดิจิตอล สำหรับ Apple แล้วการหลบเลี่ยงทำสิ่งที่ค่อนข้างจะฝืนกฏหมายเกี่ยวกับการขายหนังสือนั้นอาจพอเข้าใจได้ แต่สำหรับ HarperCollins , Penguin , MacMilan , Hachette และ Simon & Schuster  แล้ว มันมีนัยสำคัญที่ค่อนข้างน่ากังวลไม่น้อย

คำถามพื้น ๆ เลยก็คือว่า หนังสือดิจิตอลควรจะมีราคาสักเท่าใด ?  หนังสือแบบเดิมคือ สินค้าที่ถูกผลิตออกมาคราวละมาก ๆ  เช่นเดียวกันกับการผลิตสินค้าอื่น ๆ และต้องใช้ประสิทธิภาพอย่างมากในการที่จะทำหนังสือออกมาในแต่ละครั้งหากเทียบกับการทำงานหัตถกรรมเพียงช้ินเดียว  ดังนั้นการนำหนังสือออกสู่ตลาดนั้น สำนักพิมพ์ต้องลงทุนอย่างมากในการสร้างสต็อกสินค้าและจัดจำหน่ายไปทั่วประเทศ  ถ้าหากความต้องการของผู้อ่านลดลงและมีหนังสือที่ขายไม่ออกอีกมากที่ยังค้างอยู่ในโกดัง  ต้นทุนในการเช่าร้านค้าปลีกและค่าแรงบวกกับความต้องการที่จะทำกำไร มันจึงชัดเจนว่าหนังสือแต่ละเล่มย่อมมีราคาแพงพอสมควรหรือไม่ก็ธุรกิจนี้ต้องพังลง

image by nuchylee

แต่สำหรับหนังสือดิจิตอลนั้นต่างออกไป หนังสือดิจิตอลมีต้นทุนคงที่ที่เกี่ยวข้องในการรวบรวมสร้างต้นฉบับขึ้นเพียงในครั้งแรก  แต่สามารถขายอีกห้าเล่มต่อมาในราคาเดียวกันกับอีก 5,000 เล่ม หรือห้าล้านเล่มในอนาคต

บริษัทที่หวังผลกำไรอย่างผู้นำในธุรกิจนี้คือ Amazon ไม่ได้ต้องการให้หนังสือจำนวนนับหมื่นนับพันสามารถอ่านได้ฟรี แต่พวกเขาให้ความสนใจเหนือไปกว่าราคาที่ระดับทำกำไรสูงสุด ยกตัวอย่างเช่น  พวกเขาอยากให้คนซื้อ Kindle  และพวกเขาต้องการให้คนจำนวนมากที่ยังอ่านหนังสือตัวเล่มอยู่หันมาอ่านหนังสือดิจิตอล นั่นคือเหตุผลว่าทำไม Amazon ถึงเปิดตัว Kindle พร้อมทั้งตั้งราคาขายเป็นมาตรฐานไว้ที่ 9.99 เหรียญฯ   และนั่นก็เป็นอีกเหตุผลที่ Amazon ไม่สนใจในเรื่องแบนด์วิธและต้นทุนการเก็บรักษาในเซิร์ฟเวอร์และยังเปิดให้ดาวน์โหลดหนังสือบางรายการได้ฟรีอีกด้วย

สิ่งเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงสถานะที่อันตรายมากสำหรับสำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ   ซึ่งพวกเขาเคยมีที่มาจากการเป็นเจ้าของร้านหนังสือขายปลีกหลายพันร้านและต่อสู้กับร้านหนังสือขนาดใหญ่ที่มีสาขาเพียงแค่หยิบมือเดียว แต่ในวันนี้กลับถูกสั่นคลอนโดยผู้จัดจำหน่ายหนังสืออย่าง Amazon ในตลาดที่มีผู้ซื้อหนังสือ e-book น้อยราย (monopsony)  คือตกเป็นรอง Amazon มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว

สำหรับ Apple  บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ซึ่งมีความอยากอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในการ “ควบคุมวิดเก็ททั้งหมด”  แม้แต่การอ่านเปิดให้อ่าน Kindle ได้บน  iPad  โดยความคิดเห็นส่วนตัว นี่เป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับคนทั้งโลกในการอ่านหนังสือ Apple ต้องการมี iBook store ของตน และเพื่อให้ได้สิ่งนั้น พวกเขาต้องเตรียมการในส่ิงที่สำนักพิมพ์ต้องการ นั้นก็คือสิทธิในการตั้งราคาตามที่สำนักพิมพ์ต้องการ โดยตัดเป็นส่วนแบ่งให้กับ Apple 30%

ทางด้าน Turow ประธานสมาคมนักเขียนกล่าวว่า “พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดการสมรู้ร่วมคิดกันหรือไม่” อย่างไรก็ตาม พวกเขาแย้งว่า การตั้งราคาที่สูงนั้นเป็นสิ่งที่ดีเพราะว่าพวกเขากำลังช่วยรักษาผู้ขายหนังสือแบบตัวเล่มให้คงอยู่ในธุรกิจนี้ต่อไปได้

Farhad Manjoo เพื่อนร่วมงานของผม บอกว่า “ร้านหนังสือแบบเดิมเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว”

Turow อาจมองเห็นความจริงที่ว่า e-book สามารถทำให้นักเขียนหน้าใหม่มีโอกาสขายงานได้มากขึ้น ในยุคของดิจิตอลนี้ นักเขียนสามารถเขียนเรื่องสั้นเพื่อเงินจำนวนเล็กน้อยหรือไม่ก็ฟรีไปเลยและผู้ขายหนังสือดิจิตอลไม่ได้มีการขาดแคลน “ที่ว่างบนชั้นหนังสือ”  ซึ่งเคยเป็นพื้นที่สำหรับหนังสือที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษ หนังสือที่เป็นฉบับย้อนหลังเองก็ยังคงสามารถวางขายได้ตลอดไป และยอดขายสามารถมาจากการมีหนังสือที่หลากหลายหรือจากกลุ่มลูกค้าที่มีรสนิยมเฉพาะตัวก็เป็นได้

 

Comments (0)

Barnes & Noble e-book NOOK

Tags: , , , , , ,

Barnes & Noble กับการแข่งขันครั้งใหม่จาก e-book

Posted on 15 September 2011 by admin

 ร้านหนังสือออนไลน์-Herothailand.com

ร้านหนังสือ Barnes & Nobleในภาพยนต์เรื่อง “You’ve Got Mail”  Tom Hanks แสดงเป็น Joe Fox เจ้าของร้านหนังสือขนาดใหญ่ชื่อ Fox & son  Books ที่แข่งขันไล่บี้ให้ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่ชื่อ The Shop Around The Corner  ซึ่งเจ้าของร้านแสดงโดย  Meg Ryan จนต้องปิดกิจการลงในที่สุด

สำหรับ Barnes & Noble ต้องเจอกับการแข่งขันครั้งใหม่จาก e-book ที่ได้ส่งผลกระทบทำให้กำไรและจำนวนคนที่เข้าร้านหนังสือลดลง

12 ปีต่อมา อาจเป็นไปได้ว่า Joe Fox ต้องกลับมาเป็นกังวลอีกครั้ง เมื่อผู้อ่านได้ผละจากร้านหนังสือเล็ก  ๆ เพื่อเจอกับความประหลาดใจว่า จริง  ๆ แล้ว พวกเขาต้องการร้านหนังสือกันหรือเปล่า  คนส่วนใหญ่กำลังสั่งซื้อหนังสือทางออนไลน์หรือดึงมันออกมาจากลังหนังสือขายดีในร้าน Wal-Mart

แต่การคุกคามที่น่ากลัวสำหรับธุรกิจนี้และนักอ่านบางคนก็คือการเติบโตของ e-book

ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2009  ยอดขาย e-book คิดเป็น 2.9% ของยอดขายตัวเล่ม และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ของปี 2010  ยอดขาย e-book ซึ่งโดยทั่วไปมีราคาถูกกว่าหนังสือปกแข็งนั้น เติบโตเป็น 8.5% ของยอดขายตัวเล่ม ตามรายงานจากสมาคมสำนักพิมพ์อเมริกัน โดยได้รับอานิสงฆ์มาจากยอดขายของ Amazon Kindle และ Apple iPad

สำหรับ Barnes & Noble ซึ่งเป็นร้านหนังสือที่ครองความยิ่งใหญ่มานานในอเมริกา การแข่งขันครั้งใหม่นี้ได้นำไปสู่ผลกำไรและจำนวนคนเข้าร้านที่เริ่มลดลง หลังจากที่ทางบริษัทได้ประกาศขายกิจการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ทาง Leonard Riggio  ประธานกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Barnes & Noble  ผู้ที่ได้ประกาศความเชื่อมั่นของเขาในอนาคตของบริษัท ได้กล่าวเป็นนัยว่า เขาอาจจะซื้อบริษัทนี้ด้วยตัวเขาเองและเอามันออกจากตลาดหุ้น

สำหรับผู้อ่านแล้ว e-book ไม่เพียงแต่หมายความถึงการเปลี่ยนรูปแบบของประสบการณ์ในการอ่านเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนรูปแบบการซื้อหนังสือจากเดิมที่เป็นการเดินทอดน่องไปตามชั้นหนังสือ  อ่านดูปกและหากชอบใจก็หยิบเล่มนั้นออกมา

สำนักพิมพ์หลายแห่งต้องแปลกใจที่เห็นความนิยมในตัว  e-book เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายหนังสือตัวเล่มที่พวกเขาเป็นตัวแทนจำหน่ายอยู่ ถ้าหากจำนวนร้านหนังสือลดลง บรรดาสำนักพิมพ์เกรงว่ายอดขายก็จะลดลงตามไปด้ว ย บ้างก็กังวลว่าร้านหนังสือขนาดใหญ่จะเป็นเหมือนกับร้านขายเทปและซีดีเพลงที่ต้องปิดตัวลงเมื่อธุรกิจเพลงเข้าสู่รูปแบบดิจิตอล

Laurence J. Kirshbaum  ตัวแทนนักเขียน กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงจากหนังสือตัวเล่มไปเป็นหนังสือดิจิตอลนั้น สามารถทำให้ระบบเศรษฐกิจบางส่วนชะลอตัวได้ แต่ไม่สามารถช่วยเยียวยาความสูญเสียที่เกิดขึ้น เราต้องการให้คนไปที่ร้านและมองหาหนังสือสักเล่มที่พวกเขาไม่รู้ว่ามันมีอยู่และซื้อมันมาอ่าน”

Barnes & Noble e-book NOOKทางด้าน Carolyn Reidy ซีอีโอของ Simon & Schuster กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า “ในปัจจุบัน e-book ทำรายได้ให้กับบริษัทหนังสือราว 8% ของรายได้ทั้งหมด” เธอทำนายว่า ยอดขาย e-book จะสูงขึ้นถึง 40% ภายในสามถึงห้าปีต่อจากนี้

ส่วน Mike Shatzkin ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Idea Logical Company ซึ่งให้คำปรึกษาแก่สำนักพิมพ์ต่าง ๆ ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงดิจิตอลนี้ กล่าวว่า “e-book เคลื่อนไปข้างหน้าเร็วขึ้นทุกทีตลอดเวลาซึ่งทำให้หลายสิ่งดูไม่เข้าข้างร้านหนังสือตามสถานที่ต่าง  ๆ ”

Iris Reeves  รองผู้จัดการของ East Texas วัย 53 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่ไปร้านหนังสือ เกือบทุกสุดสัปดาห์ เธอและสามีจะขับรถเป็นระยะทางราว 60 ไมล์ ไปยังร้านหนังสือ Barnes &  Noble ที่ใกล้ที่สุด เพื่อใช้ช่วงเวลาอันยาวนานในการเลือกซื้อหนังสือ  เธอซื้อหนังสือปกอ่อนหลายเล่ม (เรื่องสยองขวัญ,นวนิยายวิทยาศาสตร์, นวนิยายแนวเหนือจริง ) ส่วนสามีจะซื้อหนังสือพวกวรรณกรรมทั่วไปและนิตยสารเกี่ยวกับยานยนต์สองสามฉบับ

เธอเห็นสัญญาณเตือนจากร้านหนังสือราวหนึ่งโหล ทั้งที่เป็นร้านหนังสืออิสระและร้านหนังสือที่มีสาขาอย่างเช่น Crown Books  ค่อย ๆ หายไป นอกจาก Barnes & Noble และ Borders แล้ว มีเพียงร้านหนังสืออื่น ๆ แถบใกล้เคียงเท่านั้นที่ขายหนังสือใหม่ซึ่งทั้งหมดเป็นร้านหนังสือเกี่ยวกับศาสนา

Reeves บอกว่า ” ฉันไม่ต้องการเสียทางเลือกของการเข้าไปในร้านหนังสือและหยิบจับหนังสือสักเล่มจริง ๆ  ฉันชอบที่จะเดินไปมาในทางเดินระหว่างชั้นหนังสือ ดูว่ามีอะไรตรงนั้น ถ้าหากฉันมีสิทธิเลือก ต้องเป็นหนังสือกระดาษทั้งหมด !!

ใครก็ตามที่มาลงเอยในร้านสาขาของ Barnes & Noble จำนวน 720 สาขาเหล่านี้ จะต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในอุตสาหกรรมและถ้าหากการเปลี่ยนแปลงไปสู่ e-book  เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ จะเป็นเครืื่องพิสูจน์ว่า Barnes & Noble สามารถประสบความสำเร็จในฝั่งของการขายหนังสือดิจิตอลได้เช่นเดียวกับที่เคยประสบความสำเร็จในแบบของตัวเล่มหรือไม่

William Lynch ซีอีโอของ Barnes & Noble กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า “ร้านสาขาต่าง ๆ ได้ถูกดัดแปลงใหม่ให้สามารถดึงดูดคนเข้าร้านได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสินค้าอย่างเช่นเกมส์และของเล่นที่เสริมสร้างทักษะความรู้ และเน้นการทำตลาดเครื่องอ่าน e-book ของเรา ซึ่งก็คือ Nook.

Lynch บอกว่า ” เราคิดว่าเรามียุทธศาสตร์ที่มาถูกทาง การเติบโตในส่วนของ e-book  ของเรานั้นรุดหน้ากว่าแผนที่ตั้งไว้ไปถึง 9 เดือน”

มันเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในเรื่องความไม่แน่นอนสำหรับบริษัท   ในยุค 90 ที่เป็นยุครุ่งเรืองของร้านหนังสือขนาดใหญ่นั้น Barnes & Noble เคยครองความยิ่งใหญ่ มีการกระจายตัวเข้าถึงลูกค้าอย่างรวดเร็วและน่าอัศจรรย์ใจด้วยการที่มีหนังสือให้เลือกมากมายหลากหลายแขนงพร้อมทั้งส่วนลดอย่างมากมายแบบที่ร้านหนังสือที่เล็กกว่าหรือร้านหนังสืออิสระไม่สามารถสู้ได้เลย ทำให้ Riggio  ได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดในธุรกิจหนังสือ

David Steinberger ซีอีโอของ Perseus Book Group กล่าวว่า ”เมื่อตอนที่ Barnes & Noble เติบโตนั้น มีหลายสิ่งที่ดีมาก ๆ สำหรับสำนักพิมพ์ต่าง ๆ และนักเขียน พวกเขามีพลัง มีความมั่นใจสูง พวกเขาจัดงานร่วมกับนักเขียนได้อย่างยอดเยี่ยมและพวกเขายังมีหนังสือให้เลือกมากมาย”

แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ Barnes & Noble  ต้องแข่งขันกับ Amazon.com ซึ่งเป็นผู้นำตลาด e-book และมีหนังสือตัวเล่มให้เลือกมากมายบนโลกออนไลน์ การมาของ iPad ในเดือนเมษายนเป็นเพียงการเพิ่มความสนใจในตัว e-book เท่านั้น

Peter Osnos ผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการพิเศษของ PublicAffairs ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์อิสระ กล่าวว่า ” บริษัทแห่งนี้กำลังก้าวผ่านการต่อสู้ขั้นพื้นฐานอย่างแท้จริง สิ่งที่คุณมีก็คือการก่อตัวของปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของทิศทางการซื้อหนังสือที่กำลังเกิดขึ้น ในภาวะเศรษฐกิจซบเซาโดยทั่วไป ”

เมื่อมีการขยายร้าน Barnes & Noble ที่ Union Square ใน Manhattan  นั้น การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่กำลังครอบคลุมบริษัทและธุรกิจนี้ได้แสดงบทบาทอย่างเต็มที่ ชั้นหนังสือถูกทำให้ว่างเปล่าเพื่อที่จะทำให้เป็นห้องสำหรับของเล่นและเกมส์ มีสัญลักษณ์ห้อยลงมากจากเพดานเพื่อแสดงออกถึงความรู้สึกสดชื่นร่าเริง

Reidy จาก Simon & Schuster บอกว่า “ผมชอบทุกสิ่งที่ทำให้คนเข้ามาที่ร้าน ถ้าหากของเด็กเล่นหรือเกมส์นำครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเข้ามาในร้านหนังสือ ผมก็พอใจแล้ว”

นอกจากนี้บริษัทกำลังอยู่ในช่วงก้าวสำคัญในการจับตลาดดิจิตอล  ในเดือนกันยายนทาง Barnes & Noble จะเริ่มสร้างร้านขายเครื่องอ่าน e-book  Nook ของตัวเองบนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางฟุต

Samantha Robinson นักศึกษาวัย 24 ปี หยุดอยู่ตรงด้านนอกของร้านที่ Union Square  เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในมือของมือมี Nook ที่เพิ่งซื้อมาใหม่ เธอบอกว่า “ฉันกำลังจะซื้อหนังสือให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ด้วยเครื่องอ่่าน e-book นี้ เพราะว่ามันราคาถูกมาก” และถ้าหากว่าเธอหยุดการซื้อหนังสือแบบตัวเล่มไปจริง ๆ “ฉันคงไม่คิดถึงมันเลย” เธอกล่าวทิ้งท้าย

อ้างอิงจาก  www.nytimes.com

Comments (0)

RELATED SITES

บทความล่าสุด