Tag Archive | "iPad"

Kindle Fire

Tags: , , , , , , , , , ,

USPS ห้ามจัดส่งอุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่ลิเธียม

Posted on 13 May 2012 by admin

ตั้งแต่วันที่ี 16 พฤษภาคม USPS จะหยุดจัดส่ง iPad และ Kindle ไปยังกองทัพและลูกค้าที่อยู่ในต่างประเทศ

 

USPS จะหยุดส่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแบตเตอรี่ลิเธียมออกนอกประเทศตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป มีการคาดการณ์ว่าอาจส่งผลดีกับผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุภัณฑ์รายอื่น ซึ่งในบางประเทศอาจมีแนวโน้มการใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง 4  เท่า

ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป USPS จะไม่อนุญาตให้มีการจัดส่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแบตเตอรี่ลิเธียมเป็นส่วนประกอบ อย่างเช่น iPad , Kindle สมาร์ทโฟน ออกนอกประเทศ ดังนั้นบริษัทของอเมริกาหลายแห่งที่มีกลุ่มลูกค้าอยู่ต่างประเทศรวมทั้งผู้ที่ต้องการส่งสินค้าที่มีแบตเตอรี่ลิเธียมเป็นส่วนประกอบ ต้องหันไปใช้บริการของผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุภัณฑ์รายอื่นแทนในอัตราค่าบริการที่สูงกว่า อย่างเช่น UPS , FedEx , TNT , DHL

สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมนั้นเป็นที่นิยมใช้สำหรับจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิด สามารถระเบิดหรือว่าติดไฟได้ในบางโอกาส อย่างไรก็ตามแบตเตอรี่ลิเธียมได้ถูกนำไปเกี่ยวโยงกับเรื่องเครื่องบินขนส่งตกอย่างน้อยสองครั้งตั้งแต่ปี 2006  รวมทั้งครั้งที่เครื่องบินเจ็ทของ UPS ตกใน Dubai  อย่างไรก็ตามธุรกิจในการจัดส่งสินค้าอิิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคลนี้คิดเป็นมูลค่าราวหลายพันล้านเหรียญฯ ต่อปี

เหตุผลของ USPS ที่งดการจัดส่งก็เนื่องมาจากเป็นการเห็นพ้องต้องกันของ International Civil Aviation Organization (ICAO) และ Universal Postal Union (UPU) สองหน่วยงานระหว่างประเทศ

USPS บอกกับลูกค้าว่า ในวันที่ “1 มกราคม 2013 ลูกค้าจะสามารถส่งแบตเตอรี่ลิเธีียมไปต่างประเทศได้ในจำนวนจำกัดเท่านั้นและต้องมีการติดตั้งแบตเตอรี่เข้ากับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างเหมาะสม ในระหว่างนี้คนอเมริกันที่หวังจะส่ง ipad ,Kindle แบตเตอรี่สำหรับคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คและสมาร์ทโฟนไปยังต่างประเทศนั้นอาจเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฏหมายโดยแจ้งชื่อสินค้าเป็นอย่างอื่นหรือไม่ก็ต้องส่งผ่านบริการจัดส่งพัสดุแบบของรายอื่นที่มีค่าบริการแพงกว่า ในกรณีของ FedEx นั้นจะมีบริการกล่องสำหรับส่งไปยังฐานทัพของสหรัฐฯ ตามที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีข้อกำหนดเดียวกัน  หลังจากวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ การจัดส่ง iPad ไปยังต่างประเทศต้องส่งไปยังที่อยู่ของพลเรือนในประเทศปลายทางเท่านั้น ซึ่งประเทศอย่าง Kuwait อาจทำราคากระโดดจากอัตรา Military Priority Mail จาก $5.30 ไปเป็นสูงกว่า $20

ทาง USPS แจ้งว่า การแก้ไขกฏระเบียบใหม่นี้เกิดจากมาตรฐานของทาง ICAO และ UPU ซึ่งทั้งสองหน่วยงานนี้ห้ามจัดส่งแบตเตอรี่ลิเธียมในการขนส่งพัสดุภัณฑ์เพื่อการค้าระหว่างประเทศทางอากาศ (แต่ยอมให้จัดส่งได้ผ่านผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุภัณฑ์รายอื่น ) สำหรับการที่เลือกวันที่ 16  พฤษภาคม 2555 เป็นวันแรกนั้นก็เพื่อ “ให้ผู้ส่งจดหมายมีเวลาปรับเปลี่ยนการจัดส่ง” ทาง USPS เองก็ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงอาจทำให้ลูกค้าได้รับความไม่สะดวก และในฐานะที่ USPS กำลังร่วมมือกับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญในการร่างข้อบังคับนี้ จะพยายามดูว่าจะมีข้อยกเว้นใดได้บ้างก่อนเดือนมกราคม ปี 2013 นี้

และแน่นอนว่า กลุ่มคนที่เดือดร้อนที่สุดจากการตัดสินใจของ USPS ในครั้งนี้เห็นจะเป็นทหารในกองทัพที่ประจำการในฐานทัพต่างประเทศ     ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคมเป็นต้นไปนั้น เพื่อน ๆ หรือสมาชิกในครอบครัวที่หวังจะส่งแท็บเล็ตราคาถูกและเครื่องอ่านอีบุ๊คส์ให้กับสมาชิกที่อยู่ต่างประเทศจะไม่สามารถส่งผ่าน USPS ได้  ซึ่งการบังคับใช้นี้เฉพาะการส่งแบตเตอรี่ลิเธียมออกนอกประเทศเท่านั้น

Winnie Pritchett จากองค์กรการกุศล ชื่อ iPads for Soldiers ซึ่งส่ง iPad ไปยังทหารในกองทัพสหรัฐฯ ที่อยู่ต่างประเทศ โดยไม่ได้อาศัยการสนับสนุนทางการเงินจาก Apple  กล่าวว่า ปัจจุบันพวกเขาส่ง ipad คราวละมาก ๆ ไปยังฐานทัพในต่างประเทศโดยผ่าน USPS

Pritchett เรียกข้อกำหนดใหม่นี้ว่าเป็น กรณีฆ่าตัวตายของผู้ให้บริการไปรษณีย์  โดยโครงการของเขาได้่ส่ง iPad กว่า 600 เครื่องไปยังอัฟกานิสถาน ในปี 2011   ซึ่ง iPad แต่ละเครื่องนั้นใช้ระยะเวลาการจัดส่งราวสองสัปดาห์  iPad นั้น ได้รับความนิยมจากทหารที่ได้รับบาดเจ็บสูญเสียแขน พวกเขาสามารถใช้ระบบสัมผัสได้ง่ายกว่าการใช้คอมพิวเตอร์ตามปกติ

ส่วนทางด้านผู้ให้บริการขนส่งพัสดุภัณฑ์รายอื่น อย่าง FedEx , DHL  และ UPS ยอมให้ส่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมได้ตามปกติ โดย Mike Mangeot จาก UPS  กล่าวว่า ทางบริษัทได้ควบคุมการจัดส่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแบตเตอรี่ลิเธียมเป็นส่วนประกอบตามข้อกำหนดของสหรัฐฯ และหน่วยงานที่ควบคุมการจัดส่งพัสดุภัณฑ์ระหว่างประเทศ  มีการฝึกอบรมพนักงานในการจัดการกับพัสดุที่มีแบตเตอรี่่ลิเธียมเป็นส่วนประกอบและได้ให้คำแนะนำเรื่องการบรรจุหีบห่อที่เหมาะสมแก่ลูกค้าในเรื่องนี้

ถึงแม้ว่า  USPS   อ้างว่านี่เป็นการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับระหว่างประเทศ แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็มีเพียง Australia Post เท่านั้นที่ปฏิบัติตามข้อบังคับนี้  ตัวอย่างเช่น Royal mail ของอังกฤษ ก็ยังยอมให้ส่งสมาร์ทโฟน iPad และ Kindle ได้จะห้ามก็แต่เพียงในรายที่จัดส่งแบตเตอรี่สำหรับคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คส์ ส่วนทางด้าน Japan Post ก็ห้ามจัดส่งแบตเตอรี่ลิเธียมเฉพาะการจัดส่งทางเรือ  และสำหรับ German Bundespost  ยังคงสามารถส่งแบตเตอรี่ลิเธียมได้แต่ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบความปลอดภัยที่เข้มงวด

 

Comments (0)

Britannica website

Tags: , ,

สารานุกรม Britannica ยุติประวัติศาสตร์ตีพิมพ์กว่า 244 ปี

Posted on 15 March 2012 by admin

บทความชิ้นนี้อ้างอิงจากงานเขียนของ Nick Enoch

เมื่ออุปกรณ์อย่าง iPad และ Kindle ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง สำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์สารานุกรมอันเก่าแก่ที่สุดก็ได้กลายเป็นหนึ่งในสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่รายแรกที่ได้รับผลกระทบจากยุคดิจิตอลนี้โดยต้องยอมยุบแผนกสิ่งตีพิมพ์ของตนทั้งหมด

สารานุกรม  Britannica ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกที่ Edinburgh ประเทศ สก็อตแลนด์ ในปี 1768 และตีพิมพ์ต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 244 ปี นั้น ได้ยุติการตีพิมพ์ในรูปแบบตัวเล่มแล้วและเปลี่ยนมานำเสนอในรูปแบบของออนไลน์แทน

โดยสารานุกรมในรูปแบบตัวเล่มชุดที่ 32 ซึ่งเป็นชุดสุดท้ายที่ตีพิมพ์นั้น ยังมีวางจำหน่ายในเว็บไซต์ของบริษัท  สนนราคาประมาณ 46,200 บาท  

สรุปตัวเลขสำคัญ

   -   สารานุกรม Britannica ถูกขายไปทั้งหมดเป็นจำนวน 7 ล้านชุด
   -  ในปี 1990 เป็นปีที่สารานุกรม Britannica ถูกขายไปมากที่สุด เป็นจำนวน 120,000 ชุด
   -  ในปี 1996  สารานุกรม Britannica  ถูกขายไปจำนวน 40,000 ชุด
   -  ในปี 2010  มีสารานุกรม Britannica ที่จัดส่งให้ลูกค้าเพียง 8,500 ชุด
   -  จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Britannica รวมทั้งเว็บไซต์ Merriam-Webster dictionaries ในปี 2011 มีจำนวนถึง 450 ล้านคน

 

Jorge Cauz ประธานบริษัท Britannica กล่าวว่า “ปีที่ดีที่สุดของสารานุกรมเล่มหนานี้คือปี 1990  เมื่อขายไปได้ทั้งหมดถึง 120,000  ชุด ขณะที่ในปี 1996 ยอดขายลดลงมาเหลือเพียง 40,000 ชุด”

สำหรับค่าสมัครสมาชิกรายปีของการเข้าใช้สารานุกรม Britannica แบบออนไลน์นั้น อยู่ที่ราว 2,300 บาทต่อปี และเมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทเพิ่งเปิดตัว app  หลายตัวที่เก็บค่าสมาชิกเข้าใช้รายเดือนอยู่ในช่วงระหว่าง 80 บาท ถึง  170 บาทต่อเดือน

โดยบริษัทกล่าวว่า จะยังคงขายสารานุกรม Britannica แบบตัวเล่มนี้ต่อไปจนกว่าจะหมดสต็อก ซึ่งมีค้างอยู่ราว 4,000 ชุด

Cauz ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า  ”การรักษาการพิมพ์ตัวเล่มไว้นั้นยากขึ้นทุกที และตัวเล่มเองไม่ได้เป็นส่วนประกอบทางกายภาพที่ดีที่สุดสำหรับการแสดงถึงคุณภาพของฐานข้อมูลที่เรามีรวมทั้งคุณภาพของบทบรรณาธิการของเรา”

Britannica เป็นหนึ่งในหลายสำนักพิมพ์ที่มีประวัติยาวนานและเปิดรับกับยุคดิจิตอลด้วยผลิตภัณฑ์ออนไลน์ของตน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู่กับการสูญเสียรายได้ในช่วงเวลาเดียวกันนี้

Cauz ยอมรับว่า สำหรับสำนักพิมพ์ต่าง ๆ แล้ว ดูเหมือนระยะทางที่จะทำกำไรได้นั้นยังอยู่อีกยาวไกล โดย Britannica เป็นหนึ่งในหลายบริษัทแรก ๆ ที่รู้สึกได้ถึงผลกระทบจากเทคโนโลยี บางทีอาจจะตั้งแต่ 20 กว่าปีก่อน และเราได้ปรับตัวเข้ากับมันมาตลอดถึงแม้ว่ามันอาจเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างยากมากก็ตาม

ในขณะที่สารานุกรมของ Britannica ยังคงดำเนินต่อไปนั้น เขาคาดว่า หลายสำนักพิมพ์อาจต้องปิดตัวลงและสำนักพิมพ์ที่เหลือ จะต้องคิดถึงว่าพวกเขาจะสามารถเติมช่องว่างนี้ได้อย่างไร

“ถึงแม้  Britannica ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เป็นรูปแบบดิจิตอลมากขึ้น แต่ก็ยังต้องต่อสู้กับรายได้ที่ลดลง” 

 – — – — – – — – — –  – — – — –  – — – — –  – — – — –  – — – — –  – — – — –  – — – — –  – — – — –  – — – — – – — – — –

แล้ว WIKI เป็นคู่แข่งกับ Britannica หรือไม่ล่ะ ?

ถึงแม้ Jorge Cauz ประธานบริษัท Britannica  จะไม่ได้มองว่า Wikipedia เป็นคู่แข่งที่น่ากลัว แต่จากสถิติทำแล้วน่าสนใจยิ่งนัก

โดยเว็บไซต์ของ Britannica  เมื่อปีที่แล้วผู้จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมกว่า 450 ล้านคน แต่จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ Wikipedia ต่อวันอยู่ที่ราว 100 ล้านครั้ง ซึ่งหากคิดเป็นต่อปี ก็เกือบ 36 พันล้านครั้ง

และจากผลสำรวจเผยให้เห็นว่า กลุ่มวัยรุ่นกว่า 45% ไม่เคยใช้สารานุกรมแบบตัวเล่มเลย และมากกว่าหนึ่งในสามของจำนวนนี้เคยใช้ Wikipedia

Britannica เอง ชอบความจริงที่ว่า พวกเขาต่างจาก Wikipedia ซึ่งไม่ใช่เครื่องมือกลุ่ม open source ที่ใครก็สามารถแก้ไขได้

ดังนั้น ถ้าหากพูดถึงความถูกต้องแน่นอนแล้ว  ( ซึ่งมีตัวอย่างมากมายที่ีเนื้อหาใน wiki ไม่ค่อยถูกต้อง )  Cauz ยังหวังว่า กลุ่มผู้ใช้ที่กระหายความรู้จะมุ่งตรงมายังเว็บไซต์บริษัทแทน

ดังนั้นไม่ว่าสารานุกรมในรูปแบบตัวเล่มจะสามารถเป็นสินค้าที่อยู่รอดได้ในอนาคตหรือไม่  Cauz ได้ทำนายว่า “ตัวเล่มอาจจะยังไม่หายไปจากตลาดเสียเลยทีเดียว แต่ผมคิดว่าจะมีความสำคัญน้อยลงไปทุกที”

 

Comments (0)

RELATED SITES

บทความล่าสุด