Tag Archive | "Facebook"

Facebook

Tags: ,

Facebook อาจเก็บข้อมูลการท่องเว็บของเรา

Posted on 28 September 2011 by admin



 ร้านหนังสือออนไลน์-Herothailand.com

Facebookเป็นไปได้หรือไม่ว่า Facebook กำลังติดตามการท่องเว็บของคุณถึงแม้คุณจะได้ออกจากระบบของ Facebook ไปแล้วก็ตาม ?

Nick Cubrilovic แฮคเกอร์ชาวออสเตรเลียและยังเป็นนักเขียนด้วยนั้น บอกว่า Facebook อาจรู้ว่าคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ เพียงเพราะว่าเรามีปุ่ม Share ซึ่งในปัจจุบันเว็บไซต์เกือบทุกแห่งต่างก็มีปุ่มนี้

Cubrilovic ได้ทดสอบเกี่ยวกับ cookies และพบว่าการออกจากระบบของ Facebook แล้วไม่ได้หมายความว่า Facebook จะไม่สามารถรู้ได้ว่าคุณไปยังหน้าเว็บไซต์ไหนต่อหากใข้เบราเซอร์เดียวกันอยู่

เป็นไปได้ไหมที่เราจะมีทั้งความเป็นส่วนตัวและเครือข่ายสังคมออนไลน์ไปพร้อม ๆ กัน หรือความเป็นส่วนตัวเป็นสิ่งที่หายไปนานเนื่องจากเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง Facebook ?

Cubrilovic เขียนลงในบล็อกเมื่อวันอาทิตย์ แสดงให้เห็นว่ามี cookie อะไรบ้างที่ถูกส่งออกไประหว่างที่ทำการเข้าสู่ระบบผู้ใช้ของ Facebook เมื่อไปยังหน้า Facebook.com เปรียบเทียบกับเมื่อผู้ใช้ออกจากระบบของ Facebook ไปแล้วและไปที่หน้า Facebook.com ซึ่งการออกจากระบบของ Facebook ไปแล้วนั้นเหมือนว่าจะเป็นการลบความเป็นตัวตนของบางอย่างของเราออกไป  แต่เปล่าเลย !!!!

cookie ที่ใช้ในการจำแนกว่าเป็นตัวผมนั้นยังคงมีอยู่ (ทำหน้าที่เป็นหมายเลขประจำตัว) แม้ว่าผมออกได้ทำการออกจากระบบแล้ว หลังการออกจากระบบยังคงมีการส่ง cookies ต่าง ๆ อีก 9 cookie ออกมารวมทั้ง cookie ที่สำคัญที่สุดที่ใช้สำหรับระบุตัวตนว่าคุณเป็นผู้ใช้ Facebook

นี่ไม่ใช่ความหมายของการออกจากระบบ Facebook เพียงแต่เปลี่ยนลักษณะของ cookie แทนที่จะถอดเอามันออกไปเมื่อผู้ใช้ Facebook ได้ออกจากระบบแล้ว

นั่นหมายความว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณไปเยี่ยมชมหน้าเว็บเพจใดที่มีปุ่ม Share ปุ่ม Like หรือว่าวิดเจ็ทใด ๆ ของ Facebook ก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกส่งไปยัง Facebook ทำให้พวกเขารู้ว่าคุณกำลังไปที่ไหนบนเว็บไซต์

 

นี่ไม่ใช่ข่าวใหม่สำหรับใครก็ตาม มันระบุไว้อยู่แล้วในหน้านโยบายความเป็นส่วนตัวของ Facebook

เราได้รับข้อมูลเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ เกมส์ แอพพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ที่ใช้โครงสร้างของ Facebook หรือเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่มีวิทเจ็ดหรือปลั๊กอินของ Facebook  อยู่  ซึ่งข้อมูลที่ได้รับเหล่านี้อาจรวมถึงวันและเวลาที่คุณได้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์นั้นรวมถึงที่อยู่เว็บไซต์หรือ URL ที่คุณกำลังเยี่ยมชมอยู่ ข้อมูลทางด้านเทคนิคที่เกี่ยวกับ IP address  เบราเซอร์และระบบปฏิบัติการที่ใช้ และถ้าหากคุณยังอยู่ในระบบของ Facebook เราก็จะเก็บข้อมูลผู้ใช้ของคุณด้วย

แต่การเปิดเผยตรงนี้นั้นหมายความว่าข้อมูลเหล่านี้ยังถูกเก็บได้แม้คุณได้ออกจากระบบ Facebook ไปแล้ว ตามบันทึกที่ได้จากการทดลองจาก cookie และผู้คนอาจจะแปลกใจว่าข้อมูลทั้งหมดนี้มีความหมายอะไรกับ Facebook

คำแนะนำก็คือให้ทำการออกจากระบบของ Facebook  แต่การออกจากระบบของ Facebook นั้น เป็นเพียงการไม่อนุญาตให้เว็บเบราเซอร์เข้าถึงเว็บแอพพลิเคชันของ Facebook   แต่ยังมี cookie จำนวนหนึ่ง (รวมทั้งเลขบัญชีผู้ใช้ Facebook ของคุณ) ยังคงถูกส่งออกไปยัง Facebook.com ถึงแม้คุณจะได้ทำการออกจากระบบแล้วก็ตาม  Facebook ยังคงรู้และสามารถติดตามทุก ๆ หน้าที่คุณแวะเข้าไปได้ วิธีแก้มีอยู่ทางเดียวคือการลบ cookie  ทุกอันของ Facebook จากเว็บเบราเซอร์ของคุณ หรือใช้เว็บเบราเซอร์อื่นแยกต่างหากหากต้องการใช้งาน Facebook

เป็นที่ชัดเจนว่า Cubrilovic ได้ยืนยันข้อมูลที่เขาได้จากการทดลอง เขากล่าวว่า “เขาพร้อมที่จะแบ่งปันข้อมูลนี้เนื่องจากมีการพูดคุยกันถึงเรื่องความเป็นส่วนตัวที่เกิดขึ้นไปทั่วอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของ Facebook ที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของ Open Graph และ “การแบ่งปันอย่างไหลลื่น”

ช่วงเวลาของการแบ่งปันอย่างไหลลื่นนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ Mark Zuckerberg พูดถึงค่อนข้างมากใน F8 คีย์โน๊ตของเขา โดยเขาอธิบายว่าผู้ใช้สามารถแบ่งปันกิจกรรมของพวกเขาผ่านทางเว็บไซต์ไปยัง Facebook โดยไม่ต้องคิดถึงมันเลยจริง ๆ  ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของ Facebook และทุก ๆ อย่าง

ผู้ใช้บางคนมีความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว กลัวว่าแอพพลิเคชันเหล่านั้นจะยอมให้โพสต์ใน Facebook  ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของคุณโดยปราศจากการได้รับการยินยอมอย่างชัดแจ้ง ผู้ใช้อาจจะแบ่งปันเนื้อหาบน Facebook ที่พวกเขาไม่ได้ต้องการแบ่งปันเลยจริง ๆ

ทางด้านเว็บไซต์ ZDNet ได้รับติดต่อจาก Facebook  โดยพวกเขาได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า Facebook ไม่ได้ติดตามการใช้งานเว็บไซต์ของผู้ใข้และยังได้อธิบายจุดประสงค์ของการใช้ cookie หลังจากที่ได้ทำการออกจากระบบไปแล้วด้วยว่า

Facebook ไม่ได้ติดตามการใช้งานเว็บไซต์ของผู้ใช้ แต่เราได้ใช้ cookie กับปลั๊กอินเครือข่ายสังคมออนไลน์ของเราเพื่อที่จะจัดหาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับลักษณะส่วนบุคคล ( ตัวอย่างเช่น การป้องกันการใช้งานจากเด็กที่ีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่พยายามจะลงทะเบียนโดยการโกงอายุ ) ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลเมื่อคุณเห็นปลั๊กอินเครือข่ายสังคมออนไลน์ของเราที่ใช้สำหรับแสดงผลโฆษณาที่ตรงกับเนื้อหา เราได้ทำการลบหรือทำให้เนื้อหาไม่สามารถระบุที่มาได้ภายใน 90 วันและเราไม่เคยขายข้อมูลของผู้ใช้

     สำหรับการใช้ cookie หลังจากที่ได้ออกจากระบบไปแล้วนั้น เราใช้มันเพื่อความปลอดภัยและเป็นการปกป้อง รวมถึงใช้สำหรับแยกแยะผู้ที่ทำการสแปมหรือการหลอกหลวง โดยมีการตรวจสอบเมื่อมีผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตกำลังพยายามเข้าสู่บัญชีผู้ใช้งานของคุณ เป็นการช่วยคุณให้สามารถกลับเข้าใช้งานบัญชีผู้ใช้ของคุณได้อีกครั้งหากถูกขโมยบัญชีผู้ใช้งานไป ทำให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่าที่กำหนดที่พยายามโกงอายุไม่สามารถลงทะเบียนผู้ใช้งานได้  เพิ่มศักยภาพการรักษาความปลอดภัยของบัญชีผู้ใช้ เช่น การตรวจสอบและมีการแจ้งเตือนเมื่อมีการเข้าสู่ระบบ และแยกแยะเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใช้งานได้แบบให้คงอยู่ในระบบตลอด

Facebook ได้ออกมากล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า ในวันนี้ ที่เราเรียกกันว่า “cookie ของผู้ใช้งาน” นั้น เป็นสิ่งที่มีข้อมูลของหมายเลขบัญชีผู้ใช้บรรจุอยู่ และในตอนนี้มันได้ถูกทำลายแล้วเมื่อมีการออกจากระบบ  Facebook กล่าวว่า “มันมีข้อบกพร่องของระบบเมื่อผู้ใช้ไม่ได้ถูกลบออกไปหลังจากที่ได้ทำการออกจากระบบ เราจะทำการปรับปรุงข้อบกพร่องดังกล่าวในวันนี้

 

ทางด้าน Cubrilovic ได้อัพเดตบล็อกของเขาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนี้ เขายังคงเตือนเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว โดยบอกว่า ยังคงมี  cookie หลังจากได้ทำการออกจากระบบแล้ว  Facebook ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเท่าที่พวกเขาสามารถทำได้กับผลของการออกจากระบบ พวกเขาต้องการรักษาความสามารถในการติดตามการใช้งานเบราเซอร์หลังจากที่ผู้ใช้ได้ออกจากระบบไปแล้วเพื่อความปลอดภัยและจุดประสงค์ของการป้องกันสแปม และพวกเขาต้องการที่จะสามารถเก็บข้อมูลการใช้งานหน้าเพจนั้นด้วยเหตุผลของประสิทธิภาพการทำงานและอื่นๆ

ผมยังคงแนะนำว่าให้ผู้ใช้ทำการลบ cookie หรือแยกใช้เบราเซอร์อีกตัวต่างหาก  ผมเชื่อ Facebook เมื่อพวกเขาได้อธิบายว่า cookie เหล่านี้มีไว้ทำอะไรแต่มันไม่ใช่เหตุผลที่น่าพึงพอใจในเรื่องความเป็นส่วนตัวและเหตุผลในการที่จะเริ่มดำเนินการรักษาความปลอดภัย

พูดสั้น ๆ ก็คือ Facebook ยังคงสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับคุณหลังจากที่ได้ทำการออกจากระบบไปแล้ว พวกเขาให้เหตุผลที่เฉพาะเจาะจงว่าเพื่อรักษาให้ cookie เหล่านั้นยังคงทำงานได้ ซึ่งด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยและการป้องกันเป็นหลัก ผมเดาว่า มันขึ้นอยู่กับผู้ใช้ Facebook ที่เป็นผู้ตัดสินใจว่าคำอธิบายดังกล่าวนั้นเป็นส่ิงที่เข้าใจได้หรือไม่ หรือควรทำตามที่ Cubrilovic แนะนำ โดยลบ cookie ทิ้งหรือไม่ก็ใช้เบราเซอร์อีกตัวแยกต่างหากเมื่อต้องการใช้งาน Facebook

 

อ้างอิงข้อมูลจาก www.webpronews.com

Comments (0)

National Literacy Trust

Tags: , ,

เด็กเลี่ยงอ่านหนังสือแต่เล่น Facebook แทน

Posted on 24 August 2011 by admin

 ร้านหนังสือออนไลน์-Herothailand.com

National Literacy Trustจากการวิจัยพบว่า เด็ก 1 ใน 6  คน เลี่ยงที่จะอ่านหนังสือเมื่อพวกเขาใช้เวลาเพ่ิมขึ้นในการส่งข้อความหาเพื่อน ๆ ส่งอีเมล์และท่องเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง Facebook และ Twitter

เด็กวัยเรียนมีแนวโน้มอย่างมีนัยสำคัญที่จะใช้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์มากกว่าอ่านหนังสือเมื่ออยู่ที่บ้าน ตามรายงานของนักวิจัย

พวกเขายังพบด้วยว่าความถี่ในการอ่านหนังสือลดลงอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่มเด็กอายุ 14-16 ปี โดยความถี่ในการอ่านหนังสือลดลงกว่า 10 เท่า

จากการวิจัยโดย National Literacy Trust ตามตารางการจัดอันดับของสหพันธ์สิ่งพิมพ์นานาชาติเมื่อปีที่ผ่านมาพบว่า มาตรฐานการอ่านของเด็กชาวอังกฤษได้ลดลงจากอันดับที่ 17 ร่วงไปอยู่อันดับที่ 25  ของโลก

Jonathan Douglas ผู้อำนวยการของ National Literacy Trust  ได้เตือนว่า คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือในวัยเด็กมักมีปัญหากับการอ่านและเขียนหนังสือค่อนข้างมากเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ “เรากังวลว่าพวกเขาจะโตขึ้นเป็นหนึ่งในหกของผู้ใหญ่ที่มีปัญหากับการอ่านและเขียนจากการที่พวกเขาอ่านหนังสือได้ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์ตอนที่อายุ 11 ขวบหรืออ่อนกว่านั้น”

“การทำให้เด็กเหล่านี้อ่านหนังสือและช่วยให้พวกเขารักการอ่านเป็นหนทางที่จะเปลี่ยนชีิวิตของพวกเขากลับมาและให้โอกาสใหม่ ๆ แก่พวกเขารวมทั้งนิสัยรักการอ่าน”  หน่วยงานของเขาได้ทำการสำรวจกลุ่มเด็กตัวอย่างมากกว่า 18,000 คน ในช่วงอายุ 8-17 ปี พบว่าในจำนวนนี้มี 13 % ที่ไม่ได้อ่านหนังสือเลยสักเล่มในช่วงเดือนที่ผ่านมา

นอกจากนี้งานวิจัยยังบอกด้วยว่า “อุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีมีิอิทธิพลเข้ามาแทนที่การอ่าน” โดยการส่งข้อความได้รับความนิยมมากที่สุด ตามมาด้วยอีเมล์และเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์

นักวิจัยกล่าวว่า “ความถี่ในการอ่านลดลงตามอายุ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กจบจากชั้นปฐมศึกษาเมื่ออายุราว 11 ปี  ในช่วงสองสามปีท้าย ๆ ของชั้นปฐมศึกษานั้น เด็กมีแนวโน้มในการเข้าชั้นเรียนเพื่อฝึกเป็นนักอ่านตัวยงมากกว่าตอนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาเกือบ 6 เท่า

“ส่วนนักเรียนที่แก่กว่านั้น มีแนวโน้มที่พูดได้ว่าพวกเขาไม่ได้อ่านหนังสือเลยสักเล่มในเดือนที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับนักเรียนที่อายุน้อยกว่า”

ทางด้าน Michael Gove รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของอังกฤษได้ให้นักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาอ่านหนังสือจำนวน 50 เล่มต่อปีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาระแห่งชาติเพื่อที่จะยกระดับมาตรฐานการอ่านและเขียน รัฐมนตรีได้เน้นแผนที่จะเริ่มมีการทดสอบการอ่านสำหรับเด็กในอังกฤษเมื่ออายุ 6 ขวบ เพื่อแยกกลุ่มผู้ที่มีปัญหาด้านการอ่านตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนชั้นประฐมศึกษา

 

ร้านหนังสือออนไลน์-Herothailand.com

อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.telegraph.co.uk

Comments (0)

RELATED SITES

บทความล่าสุด