บทความชิ้นนี้อ้างอิงจากงานเขียนของ Joe Lozito
การตลาดดิจิตอลเคยเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในการนำลูกค้ามายังเราและโน้มน้าวให้พวกเขาอยู่กับเรา แต่ในยุคของ app บนมือถือ นี่เป็นการสูญเสียศักยภาพตรงนี้ไป
ต้องขอบคุณมือถือที่ทำให้เราทุกคนสามารถกำอินเตอร์เน็ตไว้ในฝ่ามือได้ ทั้งที่เรื่องข้อจำกัดของขนาดจอภาพและการเชื่อมต่อที่ยั่วยวนใจให้ผู้ใช้ให้มายังเว็บไซต์ของเรานั้นยังเป็นข้อสงสัย ?
ณ เวลานี้สิ่งสำคัญก็คือการทำให้เนื้อหาของคุณมีความเกี่ยวพันกับผู้ใช้ ในโลกแห่งหน้าจอที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ แท็บเล็ต โทรทัศน์และเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลต่างก็ล้วนเป็นหน้าต่างที่เข้าสู่อินเตอร์เน็ต หน้าจอเหล่านี้เปรียบเสมือนตาที่สามของเรา เป็นสิ่งที่เพิ่มพูนประสบการณ์บนโลกใบนี้ของเรา เป็นเหมือนคนเฝ้าประตูส่วนตัวของเรา
สิ่งที่มาพร้อมกับดอทคอมก็คือ การเขียนภาษาตามเดิมก็ได้กลายเป็นสิ่งในอดีตไปด้วย
การค้นหาด้วยเสียงเป็นอีกก้าวหนึ่งในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ผู้ใช้ไ่ม่ได้ต้องการพูดกับโทรศัพท์ไม่ว่าจะด้วยเสียงหรือตัวอักษร แล้วพวกเขามองหาอะไร ?
นั่นก็คืออุปกรณ์ที่มีความไวต่อเนื้อหา เช่น หากลองเอาโทรศัพท์ของคุณชี้ไปที่หอไอเฟลแล้วมันควรจะบอกเนื้อหาให้คุณเกี่ยวกับสิ่งนี้ หรืออย่างการพกโทรศัพท์เข้าเมืองช่วงหกโมงเย็น ซึ่งตอนนั้นคุณอาจต้องการรู้ว่าจะหามื้อค่ำทานที่ไหนดี ด้วยเหตุนี้เอง app ของ Google ที่ชื่อ Layer และ Yelp’s Monocole ได้ทำสำเร็จมาแล้ว แต่ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่สมาร์ทโฟนจะเข้าใกล้คำว่า “ฉลาด” อย่างแท้จริง
เมื่อมือถือมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ตามรายงานของ Deloitte บอกว่า กว่า 80% ของ app บนมือถือยี่ห้อดัง ๆ นั้น ถูกดาวน์โหลดน้อยกว่า 1,000 ครั้ง นอกจากนั้นแล้วการพัฒนา app ยังนำคุณไปสู่วงจรการทำงานที่ต้องทำการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง
ถ้าหากคุณกำลังสร้าง app มันมีเหตุผลที่ดีอยู่อย่างหนึ่ง app เหมือนกับการย้อนกลับไปสู่วันเก่าในยุคของ client-server ถ้าหากจุดประสงค์สำหรับ app ของคุณคือการส่งเนื้อหาเพียงเท่านั้น ขอให้ลองคิดดูอีกครั้ง เนื้อหาสามารถสร้างขึ้นได้อย่างรวดเร็วผ่าน mobile site ซึ่งง่ายต่อการดูแลมาก และเมื่อการเชื่อมต่อและประสิทธิภาพของอุปกรณ์มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง app แทบไม่มีความจำเป็นเลย
ถ้าหากคุณรู้สึกว่า app ของคุณมีฟังก์ชันการทำงานที่แตกต่างจากอันอื่น คุณควรยังต้องพิจารณาการดึงเนื้อหาเข้าไปใน app จาก mobile site ความคิดนี้เป็นการผสมผสานของ app หลาย ๆ ตัวที่ถูกใช้บ่อยมากและต้องการการอัพเดตน้อยครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น มันทำให้คุณสามารถสร้างเนื้อหาเพียงครั้งเดียวแล้วสามารถเผยแพร่ไปได้ในมือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน รวมทั้งเครือข่ายสังคมออนไลน์ ( นั่นคือ Facebook ทำมันได้อย่างไร และไม่มีใครอัพเดตเนื้อหามากกว่าการที่ผู้ใช้ทำมันเอง )
สำหรับปริมาณและชนิดของเนื้อหาที่ต้องมีอยู่บนเว็บไซต์บริษัทนั้น จะกลายเป็นเนื้อหาที่มีการจำกัดมากขึ้นซึ่งจะถูกกระจายออกไปยังสถานที่ที่เกี่ยวข้องผ่านมือถือและเครือข่ายสังคมออนไลน์โดยอาศัยระบบ cloud ในปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการเกิดขึ้นของประสบการณ์กับตราสินค้าต่าง ๆผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ อาจพูดได้ว่า หน้า Fan page ของ Facebook ก็คือ ดอทคอม แบบใหม่นั่นเอง
แต่ไม่ใช่เพียงแค่ Facebook เท่านั้น การสร้างเนื้อหาของตราสินค้ายังแพร่ไปยัง YouTube รวมทั้งการ ให้บริการลูกค้าผ่าน Twitter และในปัจจุบันยังมี Google Plus เพิ่มเข้ามาอีกด้วย ผู้เล่นในเครือข่ายสังคมออนไลน์เหล่านี้ต่างแข่งขันกันในการดึงความสนใจของผู้บริโภคเมื่อพวกเขามองดูวิดิโอที่อัพเดตล่าสุด หรือการทวีทบอกเล่าเรื่องราวที่พบเจอมา
ผู้บริโภคกำลังก้าวไปและตราสินค้าต่างๆ ต้องเดินตามใหัทันหรือเป็นเจ้าแรก ความต้องการที่จะสร้างเนื้อหาที่ฉลาดเป็นเหมือนการได้รับมอบอำนาจให้เป็นหุ้นส่วนกับสื่อที่มีความสามารถทางดิจิตอล เมื่ออุปกรณ์ของเรากลายเป็นสิ่งที่มีความสามารถมากขึ้น กระเป๋าเงินตามปกติจะกลายเป็นสิ่งที่มีขนาดเล็กลง หมายเลขโทรศัพท์ของเราจากที่เคยใช้เป็นตัวแทนของบ้านเราก็จะกลายมาเป็นตัวเลขแทนตัวเรา
ในยุค Post-PC จุดหมายปลายทางแห่งใหม่ก็คือคุณ !!





