Archive | มือใหม่หัดเขียน

หนังสือ หนังสือ แล้วก็หนังสือ

Posted on 22 August 2010 by admin

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของผมนั้น มักเกิดขึ้นได้ง่าย และเป็นที่สุดได้หลายครั้ง

เสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ กาแฟมอคค่าเย็น และหนังสือติดมืออย่างน้อย 2 เล่ม

และถึงแม้ว่าผมออกจะเป็นคนฟุ่มเฟือยตามอัตภาพ แต่กลับใช้เวลาในการเสพความสุขได้อย่างคุ้มเหลือหลาย

หนังสือพิมพ์สตาร์ซอคเกอร์ กับ Open เป็นสองเล่มที่ผมต้องมีในมือ ซึ่งมันก็นานมากแล้ว ที่ Open  ได้เลิกหนังสือหัวนี้ไป

สารภาพว่า รู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก กับการที่รู้ว่า Open จะไม่มีเล่มต่อไปแล้ว มีคำถามเกิดขึ้นในหัวผมมากมายว่าทำไม ขนาดทำขาวดำแล้ว ยังไม่คุ้มต้นทุนการผลิตหรืออย่างไร มีช่วงหลัง  ๆ ที่ Open เปลี่ยนปกหน้าเป็นสี เนื่องจากผมรู้สึกผูกพัน กับสำนักพิมพ์นี้อย่างไรก็ไม่ทราบได้ รู้แต่ว่าถ้าช่วงต้นเดือน ก็จะรีบไปร้านหนังสือ Open มาหรือยัง ชอบอ่านบทสัมภาษณ์ ทุกหน้าในนั้นคุ้มกับราคาปกเหลือเกิน ซึ่งมันทำให้ผมเปิดโลกทัศน์ทิ้งไว้ได้โดยไม่ต้องกลัวเปลืองไฟ

พี่โญ ที่ใคร  ๆ เขาเรียกกัน ก็คือ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา  ชื่อนี้เป็นเสมือนแบรนด์เนมที่ทำให้ผมต้องกวาดตามองหา เวลาเข้าร้านหนังสือ รวมถึงชื่อสำนักพิมพ์  Openbooks

เพราะผมไม่เคยผิดหวังเวลาหยิบหนังสือแบรนด์นี้มาย่อย

ผูชายรูปร่างผอมอีกคนหนึ่งที่ผมเสพติดงานของเขามาก จนเรียกได้ว่า เล่มไหนมีชื่อคนนี้ ผมยินดีซื้อหามาอ่าน โดยบางเล่มแทบไม่ต้องพลิกดูเนื้อหาด้านใน

ชื่อเขาคือ “วรพจน์ พันธุ์พงศ์”  ผมไม่เคยผิดหวัง เพราะไม่เคยคาดหวัง งานของคุณวรพจน์ เป็นงานที่ตรงกับจริตของผม น่าเสียดายที่บางครั้งผมอ่านงานพ็อกเก็ตบุ๊คส์ของเขา เพียง 1  ชั่วโมง ก็ถึงปกหลังเสียแล้ว … หนังสือมื้อนี้อร่อยจัง  ต้องไปหาเสบียงมาตุนต่อ…..

ผมเคยเจอตัวพี่โญ กับพี่วรพจน์ เพียงครั้งเดียวที่บ้านอาจารย์เทพ เทพศิริ สุขโสภา ช่วงหลายปีก่อน ก่อนเท่าไหร่จำไม่ได้ แต่แน่ใจว่าก่อนที่ซอยวัดอุโมงค์อันร่มรื่นจะใกล้เคียงความเป็นสลัมมากขึ้นทุกที

บทสนทนาของผมกับพี่วรพจน์ ก็คงไม่หนีไม่จาก การบอกเล่าถึงความชอบในงาน ความชื่นชมใน Open แล้วก็ประเด็นของเนื้อหาในเล่ม ที่เริ่มมีบทความเศรษฐศาสตร์เข้ามา อ่านแล้วบางทีงง ย่อยยาก ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์แต่ผมคิดว่าบางทียาดีต้องขมแต่ก็ควรเคลือบน้ำตาลไว้บ้าง เพื่อให้กินได้ง่าย

ถามว่าทุกวันนี้อยากเจอพี่วรพจน์ไหม คำตอบก็คือ จำเป็นด้วยเหรอ  ถามว่า อยากอ่านงานของวรพจน์ พันธุ์พงศ์ไหม คำตอบก็คือ เขียนออกมาอีก ผมก็ซื้ออ่านอีกนั่นแหละ  ยกเว้นที่เอามาตีพิมพ์ใหม่ ตราาบใดที่เล่มเก่ายังไม่หาย ฮ่า ฮ่า

เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง ไปตามเส้นทางของเรา ไม่มีโทรศัพท์และเครื่องปรับอากาศ และอีกจำนวนหนึ่งที่เรียงอยู่ในชั้นหนังสือของผม

มีอยู่ครั้งหนึ่งถึงแม้ผมเป็นคนที่หวงหนังสือมาก เพื่อนฝูงก็จะไม่ค่อยกล้ามายืม แต่กับพ็อคเก็ตบุ๊คส์ที่ชื่อ เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง  ผมกลับห่อปกอย่างดีแล้วส่งให้น้อง ๆ เพื่อน ๆ อ่าน พร้อมกับบอกว่า ถ้าอ่านแล้วรู้สึกดีรู็สึกชอบ ช่วยเขียนอะไรตรงหน้ารองปกหลังให้ด้วยนะ แล้วส่งต่อ ๆ ไปให้คนที่เราคิดว่าเขาอยากอ่าน  วันหนึ่งถ้าหากเป็นระยะเวลาพอสมควร แล้วเมื่อพลิกปกหลังแล้วมีลายมือขีดเขียนเต็มไปหมด ผมก็จะส่งไปให้คุณวรพจน์ เพื่อจะบอกเขาว่า งานคุณเป็นอย่างไร…

แต่แล้ว ไม่ทราบว่า พ็อกเก็ตบุ๊คส์เล่มนั้น มีแสงสว่างในตัวเองแล้วหรืออย่างไร ถึงหายไปในความมืดของกลุ่มคนรักการอ่านราวกับหิ่งห้อยที่ไม่จำเป็นต้องรอแสงอาทิตย์

ผมจึงไม่สามารถทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้

สำหรับงานของ Openbooks สามารถอ่านได้ตามลิงค์นี้ http://www.onopen.com/

Comments (0)

mint-hero

เช้าวันนี้ พอลืมตา ก็เจอโลกใบใหม่ภายนอกเปลือกตา

Posted on 11 March 2010 by admin

กาแฟแก้วแรกของวัน เริ่มต้นขึ้นตอน 06.30 น.   จิบได้นิดหน่อยก็เดินออกไปเปิดน้ำรดต้นไม้ ส่วนตัวเองก็กลับมานั่งดื่มกาแฟที่โต๊ะทำงาน

ภายนอกหน้าต่างสายน้ำกระจายพร่างพรมลงบนพื้นหญ้า ต้นชวนชมก็ออกดอกเต็มไปหมด  และที่ขาดไม่ได้เลยในตอนเช้าที่อากาศเย็นสบายครึ้ม ๆ แบบนี้ เสียงเพลงของเบิร์ดกับฮาร์ท ในขณะที่พร่างพรมนิ้วบนคีร์บอร์ดนี้ เพลงหัวใจเหิร เพราะมากครับ ผมอาจจะเป็นวัยรุ่นที่ชอบเพลงเก่า ฟังแล้วมันเหมาะสมเข้ากับวิถีชีวิตของผมดี

ปกติผมมักไม่ใช่คนตื่นเช้าสักเท่าไหร่ เนื่องจากต้องติดต่องานดึกดื่น หรือนั่งคิดทบทวนชีวิตในแต่ละวัน ชีวิตก็เหมือนเบเกอรีครับ เราต้องอบต้องทำให้มันสดใหม่ทุกวัน ไหม้บ้าง ขมบ้าง ไม่เป็นไร แต่อย่าใส่ผงกันบูดให้กับชีวิตก็พอ

ช่วงนี้ต้นไม้ใหญ่รอบบ้าน ใบร่วงหมดแล้ว จากที่ต้องตื่นมากวาดใบไม้ไปทิ้งเกือบสิบรอบ  ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว อย่างวันนี้ตอนที่นั่งจิบกาแฟ แหงนมองขึ้นไปเห็นแต่กิ่งก้านเป็นเส้นสายตัดกันไปมา ดูสวยงาม มีพลังและอ่อนหวานไปอีกแบบ  เห็นกระรอกสองตัวเดิมมาวิ่งเล่นออกกำลังกายตอนเช้า วิ่งไล่กันไปตามกิ่งก้านต่าง ๆ  ทำให้สลัดภาพคำว่า playground เดิม ๆ ออกไปจากความคิดผม จากที่เคยคิดถึงสนามเด็กเล่นที่ต้องเป็นพื้นที่ราบ มีสัดส่วน ขอบเขตชัดเจน แต่พอเห็นกระรอกวิ่งเล่นแล้ว จริง ๆ playground เป็นอะไรก็ได้ ที่ทำให้ผู้เล่นมีความสุขต่างหาก มันอยู่ที่ว่าคุณจะเล่นหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนจากกิ่งไม้ เป็นสนามหญ้า เป็นเครื่องเพล์สเตชัน เครื่องวี แล้วสุดท้ายขยายสเกลออกเป็นชีวิตเราล่ะ!!! จะเล่นไหม จะเล่นอะไร เล่นแบบไหน ใครจะเป็นเพื่อนเล่น หรือจะเล่นคนเดียวตามลำพัง

เมื่อวานเห็นลุงที่บ้านอยู่ลงไปด้านล่าง ถือตะแกรงหรือกรงอะไรขึ้นมาสักอย่าง เดินตรงมาที่หน้าบ้าน ก็เลยออกไปทักทายแกเสียหน่อย

“อ้าว ลุง หวัดดีครับ จะไปไหนครับเนียะ”

“ลุงว่า จะไปดักกระรอกสักหน่อย”

— อ้าว ผมก็ทำได้แค่ยิ้มให้ แต่คิดในใจว่า หมู เห็ด เป็ด ไก่ ลุงไม่ไปซื้อกินละครับ จะมาจับกระรอกมันทำไม——

สิ่งที่ผมเห็นก็คือ ระหว่างที่เรามีความสุข เราไม่เคยรับรู้ และไม่เคยสนใจด้วยว่า ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นจะแสนยาวนานหรือสั้น เสียจนไม่ทันได้รับรู้รสชาติ  กระรอกสองตัุวที่วิ่งเล่นกันอยู่กิ่งไม้โล้น ๆ ที่อีกนัยหนึ่งผมได้เรียกมันแล้วว่า playground สำหรับเขาสองตัวนั้น ไม่รู้ว่าเป็นพี่น้องกัน เป็นเพื่อนกัน หรือเป็นครอบครัวเดียวกัน หรือเป็นสัตว์ร่วมโลกที่บังเอิญมาอยู่บนต้นไม้เดียวกันในนาทีนี้ จะมีนาทีสุดท้ายของชีวิตเป็นแบบไหน จะมีใครสอนให้ระลึกถึงคุณพระคุณเจ้าก่อนตาย เพื่อให้ไปจุติบนภพภูมิที่ดี เหมือนอย่างมนุษย์บ้างไหม กระรอกมันจะคิดถึงคนข้างหลังไหมที่รออยู่ที่บ้าน อยากจะฝากบอกไหมว่าวันนี้ไม่ได้กลับบ้านแล้วนะ  …..แล้วผมจะไปคิดแทนกระรอกมันทำไมเนียะ

สิ่งที่ผมตั้่งใจก็คือ คอยไปเฝ้าดู เฝ้าดูว่ามีกระรอกมาติดไหม ถ้ามี ใจหนึ่งผมก็คิดว่าจะแอบปล่อยมันไป หรือจะเขียนโน๊ตกระดาษไปสอดไว้บอกว่า “กระรอกมีธุระต้องรีบไปก่อน ไว้เจอกัน” หรือช่างมันเถอะเพราะกลัวผิดใจกับเพื่อนบ้าน

ในกรณีนี้ กระรอกไม่มีเจ้าของ ไม่มีปลอกคอ ไม่มีสีเสื้อ  และกระรอกก็ไม่ได้ไปกินผลไม้แล้วขี้ลงบนหลังคาใคร กระรอกไม่ผิด แก๊สโซฮอลล์ก็ไม่ผิด ไม่มีใครเป็นเจ้าของกระรอก เวลาคุณหิวคุณจะกินกระรอก  เวลาคุณเหงาคุณจับกระรอกมาเลี้ยงเป็นเพื่อน  ก่อนหน้านี้เวลากระรอกมันหิวคุณทำอะไรให้กระรอกบ้าง  เวลาคุณเบื่อกระรอกคุณทำอะไรให้กระรอกบ้าง ทิ้งกุญแจรถไว้ให้กระรอกพร้อมพ๊อกเก๊ตมันนี่ แล้วเขียนโน๊ตบอกกระรอกไว้ว่า ออกไปคลายเครียดนอกกรงบ้าง อย่ากลับดึกล่ะ หรือเปล่า…

เช้าวันนี้ ระหว่างที่นั่งดื่มกาแฟ ผมยังเห็นกระรอกสองตัวเิดิมวิ่งออกกำลังกายกันอยู่บนกิ่งไม้โล้น ๆ และกรงที่ลุงเอามาดักกระรอกก็ยังคงว่างเปล่า …  ผมรู้สึกว่าวินาทีนั้นมีความสุขจัง  ความสุขของกระรอก!!!

————————————————————–

เหตุที่วันนี้ตื่นเช้า ก็อาจเป็นเพราะเมื่อคืนดื่มเบียร์ไปสามขวด ในแต่ละขวดมีเรื่องราวเจือปนอยู่ มีมิตรภาพต่างวัยละลายอยู่ และมีความรู้รอบตัวรอบโต๊ะคราคร่ำอยู่

หลังจากที่ดูข่าวภาคค่ำ ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการชุมนุม การประท้วง ซึ่งหลังจากดูได้สักพักผมก็ปิด เนื่องจากไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าทำให้ฉลาดขึ้น

หลังจากที่ใคร่ครวญ ดัชนีหุ้นดาวน์โจนส์ ดัชนีหุ้นไทย แล้ว วิเคราะห์ค่าเงินบาทแล้ว ปิดท้ายด้วย ดัชนีข้าวสารกรอกหม้อ ผมจึงตัดสินใจขออนุญาตภรรยาออกไปดื่มเบียร์สักครู่ ผมไม่ใช่คนกลัวเมีย แต่ผมกลัวว่าจะหาผู้หญิงดี ๆ สักคนที่พร้อมจะอยู่กับเราตอนเราลำบากไม่ได้แบบนี้ ไม่ต้องพูดถึงตอนเรามีพร้อมหรอก คนห้อมล้อมช่างมากมาย …โชคยังดีที่ผมยังไม่ต้องใคร่ครวญและคร่ำครวญถึงดัชนี้ดาวน์แล้วผ่อน

ณ สถานที่เสพสุขสำหรับดื่มเบียร์ด้วยโควต้าร์สามขวดของผมนั้น  ผมเจอกวี ที่รู้จักมักคุ้นกันอยู่นานแล้ว  เจอผู้หลักผู้ใหญ่ ทั้งที่มีอำนาจและไม่มีอำนาจ เจอผู้คนอีกมากมายหลากหลายที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามานั่งที่โต๊ะ  ทุกคุนล้วนอายุมากกว่าพ่อผมทั้งสิ้น  เรื่องในวงมีมากมายหลากหลายแต่ไม่มีใครพูดถึงกระรอกสองตัวนั้น (มึงจะเป็นอะไรกับกระรอกหนักหนาเนียะ)

ใช่ครับ ผมมานั่งดื่มเบียร์เพื่อหาข่าว ความเคลื่อนไหวทางการเมือง..   อีกไม่กี่วัน shipment จะเข้า หนังสือของลูกค้าอยู่ในนั้น อยากรู้ว่ามันจะรุนแรง หรืออ่อนโยน อยากจะรุ้ว่า มันมีเหตุมีผล สมเหตุสมผลหรืองี่เง่าแค่ไหนกัน

แต่ิผิดคาด ที่นี่กลับมีการประชุมเรื่องวาระการพัฒนาหมู่บ้านที่เป็นประโยชน์ส่วนรวมกับทุกครัวเรือน ไม่มีใครพูดเรื่องการเมืองหรือการประท้วง ถึงจะมีแพลมมานิดหน่อยก็จะเซ็นเซอร์ตัวเอง เป็นวงสนทนาที่รอมชอม ออมชอมกัน หาจุดร่วมสงวนจุดต่าง  ไม่มีใครหาจุดร่วมขยายจุดต่าง เพราะทุกคนก็คงรู้ ว่าทางกลับบ้าน เราก็ใช้ถนนเส้นเดียวกัน วัด เราก็ใช้วัดทำศาสนพิธีที่เดียวกัน จัดพิธีศพที่วัดเดียวกัน ไปงานแต่งงานลูกหลานของกันและกัน ไปเยี่ยมผู้ป่วยที่เป็นสหายญาติมิตรของกันและกัน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะไม่มีแนวคิดทางการเมือง ไม่ใช่อะไรก็ได้ หากแต่การแสดงออกนั้น ได้ถูกกลั่นกรองผ่านสมองด้วย ไม่ใช่ใช้ reflex ผ่านแค่ไขสันหลัง แล้วแสดงพฤติกรรมออกมาเลย  ….  นั่นถึงทำให้ผมเข้าใจได้ว่า ชุมชนแห่งนี้อยู่ได้เพราะอะไร

ไม่ว่านักการเมือง  จะเป็นใคร จะมาจากไหน และจะไปตายที่ไหนหรือมีจุดจบของชีวิตอย่างไร  ชุมชนแห่งนี้ก็ยังคงต้องดำรงต่อไป   เขาและเธอก็ยังคงต้องหาเลี้ยงชีพต่อไป จะแตกต่างตรงกระบวนการเล็กน้อยตรงที่เขาหรือเธอเหล่านี้จะเข้าหา mass หรือ niche หากไล่เรียงจากนโยบายระดับชาติลงมาจนถึงนโยบายระดับครอบครัว  ผมยังเชื่อว่า CEO เปลี่ยนแปลงได้ วัฒนธรรมองค์กรเปลี่ยนแปลงได้ และเลือกที่จะคัดสรรพนักงานที่มีความสามารถเหมาะกับองค์กรได้  เหมือนโรงเรียนที่สามารถคัดเลือกเด็กเก่ง เด็กบ้านรวย เวลาสอบเข้าอะไรได้เยอะ ๆ จะได้กลายมาเป็นเครดิตให้กับโรงเรียนนั้นได้ว่า การศึกษาของที่นี่มีคุณภาพ  องค์กรธุรกิจนั้นเลือกได้

แต่สำหรับประเทศไทย คนทุกคน มีความหลากหลาย คุณจะเป็นโจร เป็นตำรวจ เป็นคนเหนือ คนใต้ คนอีสาน คนหล่อ คนไม่หล่อ คนเก่ง คนไม่เก่ง คนดี คนเลว นักธุรกิจ หรือนักทุจริต คุณก็เป็นคนไทย ทำหน้าที่ ประกอบอาชีพ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตหรือคดบ้างโกงบ้าง ตามการเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนที่ได้รับมา ตามค่านิยม ตามวัฒนธรรมองค์กรที่หล่อหลอมคุณ สุดท้ายทั้งหมดทั้งปวงก็ติดยี่ห้อ THAILAND  มีการวัด GDP  มีอะไรต่อมิอะไร ที่เป็นดัชนีชี้วัดมาตรฐานออกมา โดยอยู่บนพื้นฐานของการคิดการมองโลกแบบที่ไม่ใช่  ZEROSUM GAME

กระรอกวิ่งมาอีกแล้ว ผมเลยพูดกับกระรอกว่า  หากจะฆ่ากระรอกก็ฆ่าไป หากจะตัดกิ่งก้านที่กระรอกวิ่งเล่นกัน ก็ตัดไป แต่อย่าตัดต้นไม้ เพราะถ้าคุณตัดต้นไม้ คุณจะไม่มีที่ให้กระรอกตัวใหม่ได้ใช้ชีิวิต คุณจะไม่มีร่มเงาที่จะดึงดูดกระรอกตัวอื่นให้มาวิ่งเล่นที่นี่ คุณจะไม่ได้เห็นต้นไม้ผลัดใบ คุณจะไม่ได้เห็นการเจริญงอกงามของวันเวลาที่แสดงผ่านบนดอกใบของต้นไม้นั้น ที่สำคัญต้นไม้นั้นไม่ใช่ของคุณคนเดียว นั่นคือคุณไม่ได้เป็นเจ้าของต้นไม้นั้นตั้งแต่เริ่มต้นเพียงลำพัง คุณจะต้องเดินไปถามเพื่อนบ้านว่าตัดต้นไม้นั้นได้ไหม แล้วเพื่อนบ้านคุณก็ตอบคุณไม่ได้ ก็ต้องเดินไปถามเพื่อนบ้าน ของเพื่อนบ้าน  เพื่อนบ้านก็ถามกันต่อไปอีก ต่อกันไปเป็นทอด  ๆ คุณจะต้องรอคอยคำตอบจากทุกคนลงมติ ถ้าทุกคนมีสมองนะ คิดเป็น ไม่ใช่เขาว่าไงว่าตามกัน คุณถึงจะสามารถตัดสินใจได้ว่าคุณจะสามารถทำอะไรกับต้นไม้นั้นได้บ้าง

ขวานที่คุณมีในมือเขาเรียกว่า “อำนาจ” ไม่ใช่ “อำเภอใจ”    ขวานที่คุณมีอาจจะคม แกร่ง ทำจากเหล็กชั้นดี เลี่ยมทอง และคุณอาจจะตั้งชื่อขวานนั้นว่า “ขวานแห่งอำนาจอันเกิดจากอำเภอใจ” ก็ได้ ขวานที่คุณมีตอนนี้คงเทียบได้กับดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์  แต่มีขวานอีกอันเก่าแล้วล่ะไม่ค่อยคมเท่าไหร่  ฟันอะไรไม่ค่อยเข้า ออกแนวออมชอมมากกว่า  เห็นขวานนั้นไหมครับ คุณช่วยขยับเท้านิดนึงครับ คุณเหยียบขวานอันนั้นอยู่ครับ

ผมก็เหยียบขวานนั้นอยู่เช่นเดียวกับคุณครับ แล้วผมก็รักขวานเก่าๆ อันนี้มากด้วย จริงอยู่ครับ มันไม่ใช่สมบัติของตระกูลผม แต่ไม่รู้สิ ผมรักมันเพราะมันเป็นสมบัติสาธารณะที่ตกทอดกันมา จากรุ่นสู่รุ่น

ขวานนั้นเขาเรียกว่า “ขวานทอง”

……. กระรอกเอ้ย….  ถ้าต้นไม้นี้มันไม่เหมาะกับเอ็งแล้ว    ….. ทำไมไม่ย้ายไปอยู่ต้นอื่น…..

ผมพูดกับกระรอก สัตว์ร่วมโลกที่น่ารัก  แต่ไม่รู้ว่ากระรอกจะเคยได้สดับรับฟัง “สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม”  บ้างหรือไม่  หรือเคยได้ฟังเรื่องกระแหนะกระแหนในหมู่กระรอกด้วยกันว่า “มนุษย์ ย่อมเป็นไปตามเิงิน” …..

ผมเขียนบทความเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะความคิดเห็นส่วนตัว ไม่มีอะไรเคลือบแคลงแอบแฝงครับ กรุณาอย่าเอาไปตีความเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือบิดเบือนจนทำให้รู้สึกว่าผมกินหญ้าแทนข้าวเลย  กรุณาอ่านแบบขำ  ๆ นะครับ ผมเขียนถึงกระรอกสองตัวนั้นจริง ๆ ….

Comments (0)

RELATED SITES

บทความล่าสุด