บทความชิ้นนี้ อ้างอิงจากงานเขียนของ Michael Weinstein
เมื่อเร็ว ๆ นี้ Barnes & Noble ได้ประกาศว่า จะไม่ขายหนังสือที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แห่งใหม่ของ Amazon ในร้านสาขาต่าง ๆ ของตนการที่พวกเขาตัดสินใจเช่นนี้ ก็เนื่องมาจากการที่ ” แสดงถึงความผูกขาดที่มีต่อสำนักพิมพ์ สายส่งและนักเขียนที่พวกเขาเป็นตัวแทนอย่างต่อเนื่อง” เนื่องจาก Barnes & Noble ไม่สามารถขายหนังสือเหล่านี้ในรูปแบบของ e-book ให้กับลูกค้าของพวกเขาได้ Barnes & Noble เชื่อว่า Amazon กำลังปฏิเสธผู้คนอีกมากมายในการเข้าถึงเนื้อหา และยิ่งไปกว่านั้นการกระทำของ Amazon ส่งผลให้ธุรกิจหนังสือในภาพรวมย่ำแย่ลงหลังจากนั้นไม่นาน Book-a-Million และ Indigo Books and Music ซึ่งเป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดาก็ได้ประกาศคว่ำบาตร Amazon ด้วย และเมื่อเร็ว ๆ นี้ทางสมาคมผู้ค้าหนังสือแห่งอเมริกาก็ได้ออกมาแสดงท่าทีดังกล่าวเช่นเดียวกันยังมีข่าวลืออีกว่า Amazon กำลังวางแผนที่จะเปิดร้านหนังสือของตนขึ้นมา โดยจะเปิดสาขาแรกใน Seattle ซึ่งอาจเปิดเป็นร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่มีหนังสือคงสต็อกจำนวนไม่มากนักและอาศัยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ของตนอย่าง Kindle และ รวมทั้งอาจเป็นไปได้ว่าจะมีหนังสือที่อยู่ในสายพานการผลิตของสำนักพิมพ์ของ Amazon เองวางขายในร้านและให้ผู้อ่านสามารถแวะเวียนเข้ามาสั่งซื้อหนังสือบนเว็บไซต์ Amazon.com แบบออฟไลน์ได้ที่ร้านแห่งนี้ จะว่าไปโครงสร้างธุรกิจแบบนี้ก็เข้าท่าไม่น้อย
นอกจากนี้ Amazon ยังได้บรรลุข้อตกลงกับ ในการให้ HMH เป็นผู้จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายรายการหนังสือจากสำนักพิมพ์ Amazon ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในแถบ East Coast อีกด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจอย่างแท้จริง
คุณเคยได้ยินเรื่องราวทำนองนี้บ้างไหม ? ในธุรกิจต่าง ๆ ? ที่ผู้แข่งขัน B ประกาศคว่ำบาตร ผู้แข่งขัน A
มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย เช่นว่า อะไรคือเส้นแบ่งระหว่างความสนใจส่วนตัวของ Barnes & Noble เองกับความปรารถนาของพวกเขาในเรื่องความดีงามในธุรกิจนี้ มันไม่ใช่เพียงแค่ผู้อ่านที่ถูกปฏิเสธในการเข้าถึงเนื้อหาบางอย่างเท่านั้นแต่ Barnes & Noble ยังไม่สามารถทำเงินได้จากการขายเนื้อหาดังกล่าวอีกด้วย
คำถามต่อมาก็คือ มีใครเสียใจบ้างไหมที่มีนักเขียนบางรายได้ตกลงเซ็นสัญญาให้ Amazon เป็นผู้ขายงานของพวกเขาแต่เพียงผู้เดียว ?
ไม่ต้องสงสัยเลย Amazon ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้อย่างงดงามแน่นอน แต่ทำไมต้องเป็น Amazon ที่ควรเป็นเพียงคนเดียวที่ต้องใส่ใจกับความดีงามในธุรกิจนี้ แน่ใจได้เลยว่า นักเขียนเหล่านี้และตัวแทนของพวกเขา ฉลาดพอที่จะตระหนักถึงผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาวที่มีต่อการแข่งขันของธุรกิจจากข้อตกลงเช่นนี้ หรือว่าพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ? ?
อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับธุรกิจเพลง ที่ร้านค้าใหญ่ ๆ อย่าง Wal-Mart Target และ Starbucks ต่างก็พากันขาย CD ในเวอร์ชันพิเศษ และถ้าหากว่าคุณต้องการซื้อ CD ดังกล่าวแล้ว คุณต้องไปที่ร้านใดร้านหนึ่งที่พูดถึงนี้เท่านั้น
นี่เป็นวิถีของอเมริกันมานาน คนที่มีเงินมากที่สุดย่อมเป็นผู้กำหนดเงื่อนไข
ในสองสามปีมานี้ แน่นอนว่า เราเห็นตัวอย่างจาก Apple และ Google มาแล้ว และก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไรหากจะเป็นทีของ Amazon บ้าง



